เงื่อนไขการใช้งาน Website

 

บริษัท แคลร์ เอ็ม.ดี. จำกัด  ยินดีต้อนรับผู้ใช้บริการทุกท่านเข้าสู่เว็บไซต์ซึ่งอยู่ในความดูแลของบริษัท โดยเว็บไซต์นี้จะให้บริการข้อมูล ข่าวสาร และ/หรือบทความประเภทต่างๆ แก่ผู้ใช้บริการ ภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนด ดังต่อไปนี้


ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตทุกท่านรับทราบว่า การเข้าเว็บไซต์นี้ตลอดจนการเปิดหน้าเว็บต่างๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์นี้ การใช้บริการต่างๆ ของท่านในเว็บไซต์นี้ ถือว่าท่านได้ตกลงจะปฏิบัติตามข้อกำหนด และเงื่อนไขใดๆตามที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซด์นี้ และยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขในการให้บริการของบริษัททุกประการ และท่านรับทราบว่าเว็บไซต์ของบริษัทนี้ เป็นเพียงสื่อกลางในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้ใช้บริการเท่านั้น หากท่านไม่ตกลงหรือปฏิเสธที่จะผูกพันตามข้อตกลง และเงื่อนไขใดๆ ขอความกรุณาท่านยุติการเข้าชมและใช้งานเว็บไซต์นี้
 

ข้อกำหนดและเงื่อนไข 

1.    ประเภทข้อมูลส่วนบุคคล 

        •    ข้อมูลส่วนบุคคล  หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ    ได้แก่

                o    ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป หมายถึง ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการติดต่อ ข้อมูลอุปกรณ์/เครื่องมือ เลขทะเบียนต่างๆที่บ่งบอกความเป็นเจ้าของโดยเฉพาะและหมายความรวมถึง ข้อมูลหรือสิ่งใด ๆ ที่แสดงออกมาในรูปเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง ภาพวาด ภาพถ่าย การบันทึกภาพหรือเสียงการบันทึกโดยเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลทางส่วนตัวของบุคคลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้   

                o    ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธ์ พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ (ประวัติการรักษา ผลเลือด ผลการตรวจสุขภาพ) ความพิการ พันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ ข้อมูลภาพจาลองใบหน้า ม้านตา หรือ ลายนิ้วมือ หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลได้ประกาศตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ประกาศให้เป็น ข้อมูลข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว

 

2.    วัตถุประสงค์การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล  

        •    เพื่อบริการให้ตรงตามต้องการของผู้ใช้บริการ บริษัทจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อที่“ผู้ใช้บริการ”จะสามารถได้รับบริการที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของ“ผู้ใช้บริการ”ตามสัญญาหรือตามที่“ผู้ใช้บริการ”ร้องขอ เช่น การสั่งซื้อสินค้า การจัดส่งสินค้า

        •    เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กฎหมายภาษีอากร กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายคอมพิวเตอร์ และกฎหมายล้มละลาย บริษัทมีการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลผู้ป่วย เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย รวมถึงบริษัทอาจมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ 

        •    เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย  ของบริษัท หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เช่น

                o    มาตรการรักษาความปลอดภัย บริษัทมีการบันทึกภาพ CCTV  ณ ทางเข้าออกและบริเวณภายในบริษัท

                o    การรักษาความสัมพันธ์กับ“ผู้ใช้บริการ” เช่น การให้บริการ“ผู้ใช้บริการ” การจัดการข้อร้องเรียน การประเมินความพึงพอใจ การดูแล“ผู้ใช้บริการ”โดยพนักงานของบริษัท การสื่อสารหรือนำเสนอการให้บริการต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์กับลูกค้าเป็นระยะ ๆ

                o    การบริหารความเสี่ยง การกำกับตรวจสอบ การบริหารจัดการภายในองค์กร รวมถึงการป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การทุจริต การคุกคามทางไซเบอร์ การฟอกเงิน และกฎหมายอื่น ๆ

                o    การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ (Anonymous Data)

                o    วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ บริษัทมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ในการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติหรือประชาสัมพันธ์บริษัท เช่น การบันทึกภาพ การบันทึกเสียง เป็นต้น

        •    เพื่อให้“ผู้ใช้บริการ”ได้รับประโยชน์จากการใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการ ตามที่“ผู้ใช้บริการ”ได้ให้ความยินยอมไว้ เช่น  เพื่อให้“ผู้ใช้บริการ”ได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้นและสอดคล้องกับความต้องการของ“ผู้ใช้บริการ” เพื่อให้“ผู้ใช้บริการ”ได้รับข้อเสนอ สิทธิประโยชน์พิเศษ คำแนะนำ และข่าวสารต่าง ๆ รวมถึงสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ เป็นต้น
 

3.    แหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล

        •    จาก“ผู้ใช้บริการ”โดยตรง เช่น ข้อมูลที่“ผู้ใช้บริการ”กรอกขณะลงทะเบียนสมัครใช้บริการ, ข้อมูลเวชระเบียน หรือข้อมูลที่ได้จากการที่“ผู้ใช้บริการ”ติดต่อกับบริษัทหรือพนักงานของบริษัท ข้อมูลจากการใช้บริการของบริษัท  การติดต่อ เยี่ยมชม ค้นหา ผ่านเว็บไซต์ Call Center และช่องทางอื่น ๆ ของบริษัท  ตลอดจนข้อมูลในการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ 

        •    เทคโนโลยีการติดตาม (tracking technology) เมื่อลูกค้าใช้งานเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของบริษัท

        •    บริษัทในเครือ

        •    บุคคลภายนอก เช่น

                o    หน่วยงานของรัฐ

                o    สถาบันการเงิน

                o    ตัวแทน นายหน้า และคนกลางอื่น ๆ

                o    พันธมิตรทางธุรกิจ

                o    ผู้ให้บริการข้อมูล

                o    โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์ม และผู้ให้บริการโฆษณาต่าง ๆ

 

ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงข้อมูลส่วนบุคคลของ“ผู้ใช้บริการ”ให้เป็นปัจจุบัน และเพื่อปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพของการให้บริการของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น
 

4.    ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไว้เป็นระยะเวลาเท่าที่จำเป็นหรือตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ให้เสร็จสิ้น เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดหรืออนุญาตให้เก็บรักษาข้อมูลไว้นานกว่า ซึ่งอาจมีกำหนดประมาณ 1 – 20 ปี หรือเกินกว่านั้นเท่าที่จำเป็น เช่น ตามอายุความที่กฎหมายกำหนดสำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อการดำเนินคดี หรือเพื่อการตรวจสอบของหน่วยงานที่กำกับดูแล
 

5.    การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อบุคคลใดโดยไม่ได้รับความยินยอมจาก“ผู้ใช้บริการ”ก่อน อย่างไรก็ดี “ผู้ใช้บริการ”รับทราบและยินยอมว่า เพื่อประสิทธิภาพในการให้บริการหรือเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของ“ผู้ใช้บริการ”ให้กับบุคคลต่อไปนี้

                o    บริษัทในเครือ

                o    พนักงานของบริษัท

                o    ผู้ให้บริการประมวลผลข้อมูล ทั้งในและต่างประเทศ

                o    หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

 

โดยในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการให้บุคคลเหล่านั้นเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการไว้เป็นความลับ และไม่นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากขอบเขตที่บริษัทได้กำหนดไว้

 

ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับจาก“ผู้ใช้บริการ” จะถูกเก็บไว้บนศูนย์ข้อมูล (Cloud) ของผู้ให้บริการประมวลข้อมูลซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและมีเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ทั้งนี้ การถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลของ“ผู้ใช้บริการ”ของบริษัทไปยังผู้ให้บริการประมวลผลข้อมูลภายนอกดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยในการเก็บรักษา การสำรองข้อมูล บริการเรียกข้อมูล และเพื่อประโยชน์ในการให้บริการ ซึ่งบริษัทได้ตรวจสอบและเลือกผู้ให้บริการอย่างรอบคอบและมีข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและขอบเขตการประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีที่ผู้ใช้บริการให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัท จะถือว่าผู้ใช้บริการได้ให้ความยินยอมในการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนและการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของ“ผู้ใช้บริการ”ในต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นอย่างไรก็ดี หาก“ผู้ใช้บริการ”เชื่อว่าบุคคลที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการตามข้างต้น ได้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากขอบเขตที่บริษัทได้กำหนดไว้ “ผู้ใช้บริการ”สามารถแจ้งบริษัทตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ เพื่อดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไป

 

นอกจากนี้ บริษัทอาจต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานราชการ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการให้บริการ หรือหน่วยงานกำกับดูแลผู้ใช้บริการ รวมถึงในกรณีที่มีการร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย อาทิ การร้องขอข้อมูลเพื่อการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือเป็นการร้องขอจากหน่วยงานเอกชน หรือบุคคลภายนอกอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย หรือการร้องขอให้ส่งข้อมูลผู้ป่วยแก่กรมสนับสนุนบริการ กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงในกรณีที่มีความจำเป็นตามสมควรในการบังคับใช้ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บริการของบริษัท ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลในกรณีที่มีการปรับโครงสร้างองค์กร การควบรวมบริษัท หรือการขายกิจการ บริษัทอาจถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนที่บริษัทเก็บรวบรวมไว้ไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้อง

 

6.    การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ

บริษัทอาจจะส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคล ที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ไปยังต่างประเทศ ซึ่งประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
 

 7.    สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คุณมีสิทธิในการดำเนินการดังต่อไปนี้
สิทธิขอถอนความยินยอม (right to withdraw consent) หากคุณได้ให้ความยินยอม เราจะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความยินยอมที่คุณให้ไว้ก่อนวันที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใช้บังคับหรือหลังจากนั้น คุณมีสิทธิที่จะถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ตลอดเวลา

สิทธิขอเข้าถึงข้อมูล (right to access) คุณมีสิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของคุณที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราและขอให้เราทำสำเนาข้อมูลดังกล่าวให้แก่คุณ รวมถึงขอให้เราเปิดเผยว่าเราได้ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณมาได้อย่างไร

สิทธิขอถ่ายโอนข้อมูล (right to data portability) คุณมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลของคุณในกรณีที่เราได้จัดทำข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบให้สามารถอ่านหรือใช้งานได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติและสามารถใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ รวมทั้งมีสิทธิขอให้เราส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ และมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่เราส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเหตุทางเทคนิค

สิทธิขอคัดค้าน (right to object) คุณมีสิทธิขอคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของคุณในเวลาใดก็ได้ หากการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของคุณที่ทำขึ้นเพื่อการดำเนินงานที่จำเป็นภายใต้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของเราหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น โดยไม่เกินขอบเขตที่คุณสามารถคาดหมายได้อย่างสมเหตุสมผลหรือเพื่อดำเนินการตามภารกิจเพื่อสาธารณประโยชน์

สิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล (right to erasure/destruction) คุณมีสิทธิขอลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของคุณหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวคุณได้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลส่วนบุคคลของคุณถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือเห็นว่าเราหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องในนโยบายฉบับนี้ หรือเมื่อคุณได้ใช้สิทธิขอถอนความยินยอมหรือใช้สิทธิขอคัดค้านตามที่แจ้งไว้ข้างต้นแล้ว

สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล (right to restriction of processing) คุณมีสิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลชั่วคราวในกรณีที่เราอยู่ระหว่างตรวจสอบตามคำร้องขอใช้สิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลหรือขอคัดค้านของคุณหรือกรณีอื่นใดที่เราหมดความจำเป็นและต้องลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของคุณตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแต่คุณขอให้เราระงับการใช้แทน

สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูล (right to rectification) คุณมีสิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของคุณให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

สิทธิร้องเรียน (right to lodge a complaint) คุณมีสิทธิร้องเรียนต่อผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากคุณเชื่อว่าการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ เป็นการกระทำในลักษณะที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คุณสามารถใช้สิทธิของคุณในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลข้างต้นได้ โดยติดต่อมาที่เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเราตามรายละเอียดท้ายนโยบายนี้ เราจะแจ้งผลการดำเนินการภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่เราได้รับคำขอใช้สิทธิจากคุณ ตามแบบฟอร์มหรือวิธีการที่เรากำหนด ทั้งนี้ หากเราปฏิเสธคำขอเราจะแจ้งเหตุผลของการปฏิเสธให้คุณทราบผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ข้อความ (SMS) อีเมล โทรศัพท์ จดหมาย เป็นต้น
 

          •    การแก้ไข หรือลบข้อมูลส่วนบุคคล “ผู้ใช้บริการ”สามารถแก้ไขหรือลบข้อมูลส่วนบุคคลของ“ผู้ใช้บริการ”ได้ตลอดเวลา “ผู้ใช้บริการ”สามารถขอ “แบบคำขอเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อกรอกข้อมูลและส่งให้กับบริษัท ทางอีเมล klaireorganic@gmail.com ทั้งนี้ การลบข้อมูลอาจทำให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถรับบริการจากบริษัทได้ หรืออาจทำให้การให้บริการไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ในกรณีที่มีการร้องขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการจากระบบหรือฐานข้อมูล“ผู้ใช้บริการ”ของบริษัทนั้น บริษัทจะพยายามอย่างเต็มที่ตามความสามารถของระบบงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกและดำเนินการตามคำร้องขอของผู้ใช้บริการ เว้นแต่จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า การดำเนินการตามคำร้องขอนั้นจะเสี่ยงต่อการละเมิดนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการรายอื่น หรือเป็นการขัดต่อกฎหมาย หรือมีความจำเป็นที่จะต้องเก็บข้อมูลไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานในการตรวจสอบหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายที่ใช้บังคับ หรือเพื่อเป็นไปตามนโยบายความปลอดภัยของระบบ หรือกรณีที่เป็นการพ้นวิสัยในทางปฏิบัติตามคำร้องขอของผู้ใช้บริการ
 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าบริษัทจะได้ดำเนินการตามคำร้องขอของผู้ใช้บริการแล้ว ข้อมูลดังกล่าวอาจจะยังคงมีการบันทึกหรือทำสำเนาไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือระบบสำรอง (Backup System) ของบริษัท เพื่อเป็นการสำรองข้อมูลในกรณีที่เกิดความผิดพลาด บกพร่อง หรือเกิดจากความขัดข้องของระบบ
 

        •    การขอเข้าถึง และขอสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ของข้อมูลส่วนบุคคล การขอให้เปิดเผยและโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคคลอื่นด้วยวิธีการอัตโนมัติ การจำกัดหรือระงับการใช้ การปฏิเสธการประมวลผลข้อมูล “ผู้ใช้บริการ”สามารถขอ “แบบคำขอเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อกรอกข้อมูลและส่งให้กับบริษัท ทางอีเมล klaireorganic@gmail.com หรือ โทร: 02-227 0600
 

        •    การยกเลิกความยินยอม “ผู้ใช้บริการ”สามารถถอนความยินยอมของ“ผู้ใช้บริการ”ที่ได้ให้แก่บริษัทเกี่ยวกับการประมวลผล ข้อมูลหรือกิจกรรมที่เฉพาะเจาะจงต่าง ๆ ได้ทุกเวลาโดยติดต่อมายังบริษัท ทางอีเมล klaireorganic@gmail.com หรือ โทร: 02-227 0600 หาก“ผู้ใช้บริการ”ไม่ประสงค์จะรับข้อมูลและข่าวสารประชาสัมพันธ์จากบริษัท “ผู้ใช้บริการ”สามารถดำเนินการดังนี้

                o    กรณีไม่ประสงค์รับข้อมูลข่าวสารทางโทรศัพท์ : โปรดแจ้งความประสงค์ทางอีเมล klaireorganic@gmail.com

                o    กรณีไม่ประสงค์รับข้อมูลข่าวสารทางอีเมล (E-Mail) : ลูกค้าสามารถกด “ยกเลิกรับข้อมูลข่าวสาร” ในอีเมลที่“ผู้ใช้บริการ”ได้รับจากบริษัทได้ทันที
 

        •    การร้องเรียน “ผู้ใช้บริการ” มีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่บริษัทหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งลูกจ้างหรือผู้รับจ้างของบริษัทหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
 

8.    ผลการเพิกถอนความยินยอม

เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอาจเพิกถอนความยินยอมให้บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวข้างต้น โดยแจ้งให้บริษัททราบและบริษัทอาจขอทราบถึงเหตุผลแห่งการนั้น
การเพิกถอนความยินยอมของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมไปแล้วก่อนหน้านั้น
อนึ่ง ก่อนให้ความยินยอมข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจข้อกำหนดและเงื่อนไขในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งระบุไว้ข้างต้นอย่างชัดแจ้งแล้ว การได้แสดงความตกลงผูกพันตนในการปฎิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขนี้ตลอดจนที่จะได้กำหนดขึ้นในอนาคตทิ้งสิ้นทุกประการ

 

9.    การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ในกรณีที่มีเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของคุณเกิดขึ้น เราจะแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทราบโดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุเท่าที่สามารถกระทำได้ ในกรณีที่การละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของคุณ เราจะแจ้งการละเมิดให้คุณทราบพร้อมกับแนวทางการเยียวยาโดยไม่ชักช้าผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ ข้อความ (SMS) อีเมล โทรศัพท์ จดหมาย เป็นต้น
 


10.    การระงับข้อพิพาท

เพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการให้บริการบนเว็บไซต์นี้ของบริษัท หากผู้ใช้บริการประสบปัญหาหรือได้รับความเสียหายจากข้อความ เนื้อหา หรือบริการใดๆ รวมถึงการละเมิดสิทธิ และสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของบริษัท บริษัทมีนโยบายในการระงับข้อพิพาทต่างๆ ดังนี้

10.1 ผู้ที่ได้รับความเสียหายต้องดำเนินการแจ้งข้อเรียกร้องเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ชัดเจนแก่พนักงานของบริษัทตามที่อยู่ด้านล่างนี้ โดยระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้

        •    ชื่อ ที่อยู่ ที่สามารถติดต่อได้

        •    หมายเลขโทรศัพท์ / อีเมล์ ที่สามารถติดต่อได้

        •    รายละเอียดของข้อร้องเรียน และ/หรือ พยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย (ถ้ามี)

        •    ข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำหรือคำร้องที่ต้องการให้บริษัทดำเนินการ


 

10.2 ท่านต้องดำเนินการแจ้งข้อเรียกร้อง และ/หรือ ข้อเสนอแนะดังกล่าวโดยติดต่อมายัง

        •    บริษัท แคลร์ เอ็ม.ดี. จำกัด เลขที่ 259/22 ซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพ 10110

        •    โทรศัพท์ : 02-227 0600

        •    อีเมล : klaireorganic@gmail.com

 

ภายหลังจากบริษัทรับทราบข้อเรียกร้องดังกล่าวแล้ว บริษัทจะดำเนินการติดต่อกับผู้ที่เกี่ยวข้องและแจ้งให้กรรมการผู้จัดการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายของบริษัททราบ โดยจะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ท่านได้แจ้งให้บริษัททราบเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีเนื้อหาตามที่บริษัทระบุไว้ข้างต้น ในระหว่างการดำเนินการดังกล่าว ท่านตกลงที่จะไม่ดำเนินคดีหรือท่านสละสิทธิในการดำเนินคดี ไม่ว่าในทางแพ่ง และ/หรือ ทางอาญากับบริษัท เนื่องจาก บริษัทจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
 

11.    นโยบายความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์อื่น

นโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ใช้สำหรับการเสนอสินค้า บริการ และการใช้งานบนเว็บไซต์สำหรับลูกค้าของเราเท่านั้น หากคุณเข้าชมเว็บไซต์อื่นแม้จะผ่านช่องทางเว็บไซต์ของเรา การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่าง ๆ จะเป็นไปตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์นั้น ซึ่งเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

12.    การแก้ไขเพิ่มเติม

บริษัทของสงวนไว้ซึ่งสิทธิในการแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ตัดทอน บรรดาข้อกำหนดและเงื่อนไขใดๆ ในการใช้เว็บไซต์นี้ไม่ว่าในเวลาใดๆ โดยอาจจะบอกกล่าวหรือมิต้องบอกกล่าวแก่ผู้ใช้เว็บไซต์ และบริษัทไม่มีความรับผิดต่อผู้ใช้เว็บไซต์ หรือต่อบุคคลใดๆ หากผู้ใช้เว็บไซต์ยังคงใช้เว็บไซต์นี้ต่อไป เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงใดๆย่อมถือว่าผู้ใช้เว็บไซต์ได้ยอมรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว

การใช้บริการในเว็บไซต์นี้ของท่าน ถือเป็นการตกลงและยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขของเว็บไซต์ฉบับนี้ และการที่ท่านใช้บริการภายหลังจากการมีการแก้ไข เพิ่มเติม ข้อกำหนดและเงื่อนไขของเว็บไซต์ฉบับนี้ของบริษัทในอนาคตย่อมถือว่าท่านยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขของเว็บไซต์ของบริษัทที่ได้มีการแก้ไข เพิ่มเติม ดังกล่าว

 



ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564
บริษัท แคลร์ เอ็ม.ดี. จำกัด